ที่มา: Daily Planet ผู้เขียน: Wang Ye
หุ้นบล็อกเชนคืออะไร?
หุ้นบล็อกเชน (Blockchain-related stocks) หมายถึงหุ้นของบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตลาดมักจัดกลุ่มหุ้นประเภทนี้ไว้ในหมวด “หุ้นคอนเซปต์” (concept stocks) อย่างไรก็ตาม แม้แต่หุ้นคอนเซปต์ก็มีเกณฑ์ในการพิจารณาของตัวเอง นับตั้งแต่ Bitcoin, Token, ICO มาจนถึงบล็อกเชน นักลงทุนจำนวนมากยังไม่ทันได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของแนวคิดเหล่านี้ดีนัก กระแสความนิยมก็มาเยือนแล้ว ทำให้ผู้คนแห่กันเข้ามาเสี่ยง “เดิมพัน” อย่างรวดเร็ว ทั้งที่ในความเป็นจริง บล็อกเชนไม่ใช่ Bitcoin, ไม่ใช่ Token หรือเหรียญดิจิทัล และก็ไม่ใช่ ICO — มันคือภาพฝันที่คาดการณ์ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะเข้ามาปฏิวัติโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง
หากจะอธิบายด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติหลักของบล็อกเชนคือการเป็น “ระบบบัญชีแยกประเภทอิเล็กทรอนิกส์แบบกระจายศูนย์ (decentralized distributed ledger)” ซึ่งสร้างขึ้นจากฟังก์ชันแฮช (hash function), อัลกอริทึมการเข้ารหัสแบบไม่สมมาตร (asymmetric encryption algorithm) และกลไกฉันทามติ (consensus mechanism) บนเครือข่ายแบบเพียร์-ทู-เพียร์ (peer-to-peer network) โดยมีหลายจุดร่วมกันบำรุงรักษาระบบและจัดเก็บข้อมูลแบบกระจาย (distributed storage) ในรูปแบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงเป็นสายโซ่ (chain-shaped database) พูดง่ายๆ ก็คือ บล็อกเชนเปรียบเสมือน “ตู้เก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์” ที่บันทึกประวัติการซื้อขายทั้งหมดในตลาดไว้แบบดิบ (raw records) สามารถสำรองข้อมูลพร้อมกันได้หลายที่ และมีคอมพิวเตอร์หลายเครื่องช่วยกันดูแลโดยอัตโนมัติ ภายในตู้นี้จะมี “บล็อก (block)” ซึ่งเปรียบได้กับสมุดบันทึก จัดเรียงตามหมายเลขอย่างเป็นระเบียบ แต่ละสมุดบันทึกประกอบด้วย “บันทึกธุรกรรม (transaction records)” ซึ่งก็คือเอกสารบัญชีดิบจำนวนหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้หมายเลขสมุดบันทึกสับสน จึงมีการใช้อัลกอริทึมการเข้ารหัสเชื่อมต่อสมุดบันทึกทั้งหมดเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “สายโซ่ตรรกะทางเดียว (unidirectional logical chain)” ที่สามารถเพิ่มบล็อกใหม่ได้เฉพาะที่ปลายสายเท่านั้น ไม่สามารถแทรก ลบ หรือแก้ไขบล็อกที่อยู่ตรงกลางได้
แนวคิดบล็อกเชนที่ปรากฏในหุ้นกลุ่มนี้ อาจครอบคลุมทั้งหมด 9 ระยะ ได้แก่ สกุลเงินดิจิทัล (Digital Currency), การยอมรับดิจิทัล (Digital Recognition), สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets), ตลาดซื้อขายดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Digital Exchange), การรับรองตัวตนดิจิทัล (Digital Identity Authentication), ตัวกลางแห่งคุณค่า (Value Intermediary), สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract), องค์กรปกครองตนเองแบบกระจายศูนย์ (DAO – Decentralized Autonomous Organization) และสังคมที่โปรแกรมได้ (Programmable Society) ปัจจุบัน เทคโนโลยีบล็อกเชนยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ และยังไม่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ บล็อกเชนไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่ยังเป็นการสืบทอดและพัฒนาสังคมมนุษย์อีกด้วย
หุ้นบล็อกเชนกลายเป็น “ดาวเด่น” ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ (美股), ตลาดหุ้นฮ่องกง (港股) หรือตลาดหุ้นจีน (A股) ต่างก็เห็นเงินทุนไหลเข้าสู่หุ้นคอนเซปต์นี้อ��่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นคลื่นความนิยมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบล็อกเชนในตอนนี้ คือการก่อให้เกิด “เศรษฐกิจโทเคนดิจิทัล (Digital Token Economy)” ซึ่งเป็นทิศทางที่แสดงศักยภาพสูงมากสำหรับการประยุกต์ใช้บล็อกเชน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาธุรกรรมดิจิทัลที่มีความต้องการจริง แต่กลับถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบ กลไกการจูงใจ ต้นทุนการทำธุรกรรม หรือข้อจำกัดด้านการชำระเงินในปัจจุบัน
นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาด A股 หลายแห่งยังพยายาม “เกาะกระแส” ด้วยการสมัครใจติดป้ายกำกับตัวเองว่า “เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน” ภายใต้แรงผลักดันจากกองทุนเก็งกำไร (speculative funds) และสถาบันต่างๆ ทำให้นักลงทุนตื่นตัวกับการเก็งกำไรหุ้นบล็อกเชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทจดทะเบียนที่ประกาศตัวว่าเกี่ยวข้องกับบล็อกเชนหลายแห่ง กลับไม่มีผลประกอบการที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวเลย ยิ่งการเก็งกำไรร้อนแรงขึ้นเท่าไร บริษัทที่อ้างว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับบล็อกเชนก็ยิ่งผุดขึ้นมามากเท่านั้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการเก็งกำไรแนวคิดบล็อกเชน มีหุ้นในกลุ่มนี้เพียงประมาณ 10 ตัว แต่ปัจจุบัน จำนวนหุ้นบล็อกเชนได้ขยายตัวเร็วจนมีถึง 118 ตัวแล้ว
เนื่องจากในจำนวนหุ้นบล็อกเชนทั้งหมด 118 ตัวนี้ มีถึง 66 ตัวที่ไม่ได้กล่าวถึงบล็อกเชนในงบการเงินเลย Bitmain จึงทำการรวบรวมและวิเคราะห์เฉพาะบริษัทที่เหลืออีก 52 ตัว
มูลค่าตลาดรวมกว่า 6.4 ล้านล้านบาท — Suning.com ครองอันดับหนึ่ง
มูลค่ารวมของหุ้นบล็อกเชน 52 ตัวนี้อยู่ที่ 644,353 ล้านหยวน โดย Suning.com ครองตำแหน่งสูงสุดด้วยมูลค่า 83,506 ล้านหยวน
ในด้านธุรกิจบล็อกเชน Suning.com ระบุในรายงานงบการเงินครึ่งปี 2019 ว่า บริษัทได้เปิดตัวบริการ “Blockchain Forfaiting” ผ่าน Suning Financial และระบบ “Blockchain + IoT Automotive Warehouse Financing” ได้รับการยกย่องเป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมการประยุกต์ใช้บล็อกเชนในงาน CITE 2019 ส่วนแพลตฟอร์มติดตามการเก็บหนี้อัจฉริยะ (Intelligent Debt Collection Platform) ได้รับรางวัลประเภทที่สองจากโครงการวิจัยด้านการจัดการความเสี่ยงของ China Banking and Insurance Regulatory Commission (CBIRC) ประจำปี 2018
นอกจากนี้ ในจำนวนหุ้นบล็อกเชน 52 ตัวนี้ มี 34 ตัวที่มีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 100,000 ล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วน 65.38% ขณะที่มี 10 ตัวที่มีมูลค่าระหว่าง 100,000–200,000 ล้านหยวน, 5 ตัวที่มีมูลค่าระหว่าง 200,000–500,000 ล้านหยวน และอีก 3 ตัวที่มีมูลค่าเกิน 500,000 ล้านหยวน
รายได้รวมเกือบ 2.9 ล้านล้านบาท — Xinchen Technology เติบโตสูงสุด
บริษัททั้ง 52 แห่งมีรายได้รวมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2019 อยู่ที่ 289,522 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 12.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2018 โดย Xinchen Technology ครองอันดับหนึ่งด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 131.64%
น่าสนใจว่า Xinchen Technology เป็นหนึ่งใน 14 บริษัทที่ “ให้ความสำคัญกับบล็อกเชนเป็นพิเศษ” ตามที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้า เราได้ชี้ให้เห็นว่า จำนวนครั้งที่บริษัทกล่าวถึงบล็อกเชนในรายงานงบการเงินครึ่งปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ในด้านธุรกิจบล็อกเชน Xinchen Technology ได้นำโซลูชันบล็อกเชนไปใช้งานจริงแล้ว โดยในช่วงเวลาที่รายงาน บริษัทได้ดำเนินการเสร็จสิ้น “ระบบแบ่งปันข้อมูลลูกค้าบนพื้นฐานเทคโนโลยีบล็อกเชน” สำหรับกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และ “โครงการโซลูชันห่วงโซ่อุปทานบนพื้นฐานเทคโนโลยีบล็อกเชน” สำหรับธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง นอกจากนี้ ในปี 2019 บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น บล็อกเชน, คลาวด์คอมพิวติ้ง และบิ๊กดาต้า โดยเพิ่มการลงทุนวิจัยและพัฒนาในด้านบล็อกเชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามพัฒนาการของแพลตฟอร์มบล็อกเชนหลักและเวอร์ชันโอเพนซอร์สจากชุมชนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด บริษัทใช้ข้อได้เปรียบด้านธุรกิจในสาขาการเงินการค้า (trade financing) ในการสร้างสรรค์การประยุกต์ใช้งานจริง และยังดำเนินการวิจัยอย่างแข็งขันในด้านอัลกอริทึมฉันทามติ (consensus algorithm), อัลกอริทึมการเข้ารหัส (encryption algorithm) และเทคโนโลยีข้ามสายโซ่ (cross-chain technology) อีกด้วย ผ่านการสร้างทีมงานด้านบล็อกเชนและการเปิดตัวแพลตฟอร์ม BaaS (Blockchain-as-a-Service) ที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งช่วยเสริมรากฐานการเติบโตของบริษัทในด้านบล็อกเชนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
กำไรรวม 1.55 หมื่นล้านบาท — Qihoo 360 ครองส่วนแบ่งถึง 1 ใน 4
หุ้นบล็อกเชน 52 ตัว มีกำไรสุทธิรวม 15,511 ล้านหยวนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2019 ลดลง 9.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย Qihoo 360 ทำกำไรสุทธิสูงสุดที่ 4,032 ล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วน 26% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมดของบริษัททั้ง 52 แห่ง
อย่างไรก็ตาม Qihoo 360 กล่าวถึงบล็อกเชนในรายงานงบการเงินเพียง 2 ครั้งเท่านั้น: ครั้งแรกอยู่ในส่วน “คำจำกัดความของศัพท์ที่ใช้บ่อย” ซึ่งระบุว่า เทคโนโลยีหลักที่บริษัทใช้ ได้แก่ I-IoT (Intelligent Internet of Things), M-Mobile Communication, A-Artificial Intelligence, B-Blockchain, C-Cloud Computing, D-Big Data และ E-Edge Computing โดยเทคโนโลยีทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “IMABCDE” ส่วนครั้งที่สอง บริษัทได้ลงทุนวิจัยและพัฒนา “ระบบการรับรองหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้บนพื้นฐานบล็อกเชน” ด้วยงบประมาณ 4.975 ล้านหยวน
โดยรวมแล้ว หุ้นบล็อกเชน 52 ตัวที่กล่าวถึงบล็อกเชนในรายงานงบการเงินครึ่งปี 2019 มีรายได้เพิ่มขึ้น 12.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับลดลง 9.91% ซึ่งแนวโน้มการเติบโตในอนาคตยังคงน่าจับตามอง
