普通人如何投资比特币?

คนทั่วไปจะลงทุนใน BTC อย่างไรได้บ้าง

BroadChainBroadChain09/02/2563 17:05
เนื้อหานี้แปลโดย AI
สรุป

การถือครองน้อยกว่า 4 ปีอาจทำให้เกิดขาดทุน ในขณะที่การถือครองนานกว่า 4 ปีแล้วจึงขายออก จะได้กำไรทุกครั้ง

คุณรู้จัก Bitcoin แล้ว และเริ่มสนใจอยากลงทุน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี

บทความนี้จะแนะนำวิธีลงทุนที่เรียบง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลังพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดี และทำตามได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือพลังงานมากพอจะติดตามราคา Bitcoin แบบรายวัน วิธีนี้คือการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การซื้อขายระยะสั้น เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ “ความอดทน” แลกกับ “ผลกำไร”

ที่น่าสนใจคือ วิธีง่ายๆ นี้ไม่เพียงเหมาะกับมือใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้เล่นเก่าและแฟนตัวยงของ Bitcoin ด้วย หมายความว่า แม้แต่กลุ่ม “Bitcoin Maximalists” หรือ “ผู้ศรัทธา Bitcoin” ที่อยู่ในวงการมา 6-7 ปีและเข้าใจ Bitcoin เป็นอย่างดี ก็ยังเลือกใช้วิธีนี้เป็นที่สุด

วิธีนี้เรียกว่า “HODL” (อ่านว่า “โฮดล์” คล้ายคำว่า Hold) นั่นคือ ซื้อ Bitcoin แล้วถือไว้ยาวๆ จนกว่าราคาจะขึ้นไปถึงระดับที่พอใจจึงขายออก

ในวงการบ้านเรา มักเรียกผู้ที่ใช้กลยุทธ์นี้ว่า “Holder” หรือ “กลุ่มตุนบิท” เพราะพวกเขาซื้อ Bitcoin มาสะสมไว้ เหมือนกระรอกตุนอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว และพร้อมจะไม่ขายออกไปเป็นเวลานาน

ทำไม “HODL” ถึงเป็นวิธีลงทุนที่ง่ายที่สุด?

โดยพื้นฐานแล้ว คนที่เลือกใช้กลยุทธ์ตุนบิท (HODL) ล้วนมีเหตุผลเดียวกัน นั่นคือ “เชื่อมั่นในมูลค่าระยะยาวของ Bitcoin” คำว่า “มูลค่าระยะยาว” อาจตีความได้หลายแบบ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว มันสรุปได้สั้นๆ ว่า เชื่อว่า Bitcoin จะยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

จากราคา $100 ในปี 2013 มาเป็น $10,000 ในปี 2020 Bitcoin พุ่งขึ้น 100 เท่าภายใน 7 ปี ผู้ถือ Bitcoin เชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ราคายังจะเพิ่มขึ้นอีกมาก (เหตุผลที่ราคาขึ้นมีหลายประเด็น ทั้งเรื่อง “ทองคำดิจิทัล” หรือ “สกุลเงินของอินเทอร์เน็ต” ซึ่งเราจะอธิบายในส่วนถัดไป) ดังนั้น การซื้อแล้วถือไว้ยาวๆ ก่อนขายออกจึงเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลกำไร และวิธีนี้ยังไม่ต้องคอยติดตามราคา Bitcoin แบบรายวันเหมือนการเทรดระยะสั้น ทำให้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและประหยัดแรงกว่าสำหรับตลาดที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin

โดยรวมแล้ว แนวคิดของกลยุทธ์นี้ก็มีเท่านี้ — เรียบง่ายมาก อย่างไรก็ตาม หากมองอย่างจริงจัง จะพบว่ากลยุทธ์นี้ยังไม่ได้ให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมมากนักสำหรับคนทั่วไปที่อยากลงทุน คำถามสำคัญ เช่น “ควรเริ่มซื้อเมื่อไหร่?” หรือ “‘ถือยาว’ นั้นหมายถึงกี่ปีกันแน่?” มักไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ทั้งที่รายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่คนลงทุนต้องการรู้มากที่สุดเมื่อจะลงมือทำจริง

แล้วควร HODL นานแค่ไหน?

เพื่อให้เห็นภาพผลลัพธ์ของการลงทุนแบบ “HODL” Orange Book ได้คำนวณและจำลองผลตอบแทนทางประวัติศาสตร์ของกลยุทธ์นี้ เราใช้ข้อมูล API จาก Bitfinex (ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีประวัติยาวนาน) เพื่อดึงข้อมูลราคา Bitcoin ย้อนหลังตั้งแต่ 1 เมษายน 2013 ถึง 26 มกราคม 2020 (เป็นราคาปิดรายชั่วโมง) จากนั้นใช้ข้อมูลเหล่านี้จำลองผลตอบแทนจากการถือครอง 4 ปี แล้วขายออกทันที

นั่นคือ เราต้องการหาคำตอบว่า: ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2013 ถึง 26 มกราคม 2016 หากคุณซื้อ Bitcoin ในเวลาใดก็ได้ในช่วงนั้น (ทุกชั่วโมง) แล้วถือไว้ 4 ปีก่อนขายออกทันที กลยุทธ์ “HODL” แบบนี้จะได้กำไรทุกครั้งหรือไม่? (เนื่องจากบทความนี้เขียนในปี 2020 จึงยังไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลการซื้อหลังต้นปี 2016 ได้)

ขายออกหลังผ่านไป 4 ปี

image.png

image.png

.........................

กราฟด้านบนแสดงผลกำไรจากการซื้อ Bitcoin ในเวลาใดก็ได้ (รายชั่วโมง) แล้วขายออกหลังผ่านไป 4 ปี (35,064 ชั่วโมง) โดยเรียงลำดับอัตราผลตอบแทนจากสูงไปต่ำ อัตราผลตอบแทน = (ราคาขาย – ราคาซื้อ) / ราคาซื้อ × 100%

สังเกตได้ว่า:

ผลตอบแทนสูงสุดในประวัติศาสตร์: 5583.53% — ซื้อเวลา 03:00 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2015 ที่ราคา $241.54 แล้วขายออกหลัง 4 ปีที่ราคา $13,728

ผลตอบแทนต่ำ��ุดในประวัติศาสตร์: 366% — ซื้อเวลา 20:00 น. วันที่ 10 เมษายน 2013 ที่ราคา $262.10 แล้วขายออกหลัง 4 ปีที่ราคา $1,222.80

แล้วถ้าไม่ถือครอง 4 ปีล่ะ? มาดูผลลัพธ์ของช่วงเวลาอื่นๆ กัน:

2 ปี (17,531 ชั่วโมง) — สูงสุด: 4244.85%, ต่ำสุด: -68.38% (ขาดทุน)

3.5 ปี (26,297 ชั่วโมง) — สูงสุด: 7558.6%, ต่ำสุด: -36.99% (ขาดทุน)

5 ปี (43,829 ชั่วโมง) — สูงสุด: 14405.63%, ต่ำสุด: 241.84%

6 ปี (52,594 ชั่วโมง) — สูงสุด: 18035.48%, ต่ำสุด: 533.59%

ข้อสรุป: การถือครองน้อยกว่า 4 ปีอาจทำให้ขาดทุนได้ แต่หากถือครองครบ 4 ปีก่อนขายออก จะได้กำไรทุกครั้ง

image.png

ทำไมต้อง 4 ปี?

การซื้อ Bitcoin ในเวลาใดก็ได้แล้วถือครอง 4 ปีก่อนขายออก ให้ผลกำไรทุกครั้ง แม้แต่ผลตอบแทนต่ำสุดก็ยังสูงถึง 366% — นี่เป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ที่น่าสนใจคือ 4 ปีนี้ตรงกับ “รอบวัฏจักรเต็มหนึ่งรอบของ Bitcoin” ดังนั้น กลยุทธ์ถือครอง 4 ปี อาจสะท้อนความเชื่อที่ว่า Bitcoin จะทำจุดสูงสุดใหม่หลังจบแต่ละวัฏจักร และก้าวขึ้นสู่ระดับราคาใหม่ ดังนั้น ราคา Bitcoin ในรอบปัจจุบันจะสูงกว่าราคาในรอบก่อนหน้าอยู่เสมอ

การเชื่อมั่นในวัฏจักรของ Bitcoin นั้น แท้จริงแล้วคือการเชื่อมั่นใน “เรื่องราวการ Halving” ของ Bitcoin ตามการออกแบบดั้งเดิมของ Satoshi Nakamoto จำนวน Bitcoin ทั้งหมดถูกกำหนดไว้ที่ 21 ล้าน BTC โดยมี “เพดานสูงสุด (Hard Cap)” ซึ่งทำให้หลายคนมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าแบบ “ทองคำดิจิทัล” และสร้างความคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้นสำหรับนักลงทุน Bitcoin ทั้ง 21 ล้าน BTC จะถูกปล่อยออกมาทีละน้อยผ่านกระบวนการขุด (Mining) โดยทุกๆ 4 ปี จำนวน Bitcoin ที่ขุดได้จะลดลงครึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ตอนแรก ผู้ขุดจะได้รับรางวัล 50 BTC ต่อบล็อก แต่หลังผ่านไป 4 ปี รางวัลจะลดลงเหลือ 25 BTC ต่อบล็อก และลดลงเรื่อยๆ ตามลำดับ

ด้วยกลไก Halving นี้ หลายคนจึงเชื่อว่าหลังจากแต่ละรอบ Halving ราคา Bitcoin จะทำจุดสูงสุดใหม่เสมอ เพราะเมื่อรางวัลลดลง ผู้ขุดยังต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าเดิมในการขุด ดังนั้น ราคา Bitcoin ต่อหน่วยจึงต้องเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนการขุด จนถึงปัจจุบัน Bitcoin ได้ผ่านการ Halving มาแล้ว 2 ครั้ง และการ Halving ครั้งล่าสุดจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องชี้ให้เห็นว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างช่วงเวลาของ Halving กับจุดเริ่มต้นของตลาดขาขึ้น (Bull Market)

ความเสี่ยงในการลงทุน Bitcoin

เมื่อเทียบกับการเทรดระยะสั้น การเทรดเชิงปริมาณ (quantitative trading) หรือการเล่นฟิวเจอร์ส (futures) การถือ Bitcoin ไว้ยาว (HODLing) ถือเป็นวิธีลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ เช่น ผลจาก Bitcoin halving อาจไม่เป็นไปตามคาดหลังจากครบ 4 ปี วงจรราคาอาจไม่เกิดขึ้น หรือราคาอาจไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ (new high) ได้อีก

แม้ข้อมูลในอดีตจะยืนยันว่า การซื้อ Bitcoin แล้วถือไว้ 4 ปีก่อนขาย ณ เวลาใดก็ตามมักได้กำไร แต่ก็ยังมีคนสงสัยว่ากลยุทธ์นี้จะยังใช้ได้ผลในอนาคตหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของการ HODL คือ “ผลจาก Bitcoin halving จะยังเกิดขึ้นซ้ำอีกไหม” ในวงการนักลงทุน มีเพียงกลุ่มหนึ่งที่ผ่านเหตุการณ์ halving มาแล้วสองครั้งและเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ส่วนคนอื่นๆ ยังคงตั้งคำถามอยู่

image.png

ราคา Bitcoin มีความผันผวนสูงมาก

Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง มีความผันผวนและความไม่แน่นอนมาก นักลงทุนที่ถือ Bitcoin ไว้ยาวจึงมักเตือนว่า หากจะลงทุนใน Bitcoin คุณต้องเตรียมใจว่าอาจสูญเสียเงินทั้งหมดได้ หากยอมรับความเสี่ยงนี้ได้ ก็สามารถเริ่มลงทุนได้

แต่กับดักใหญ่ของการ HODL กลับอยู่ที่ คนทั่วไปมักไม่มีเงินก้อนใหญ่พอที่จะลงทุน (หากลงทุนน้อยเกินไป ผลตอบแทนก็ไม่น่าพอใจ) ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นเงินที่ “ไม่ต้องกังวลว่าจะหาย”

เมื่อเลือกกลยุทธ์ง่ายๆ อย่าง “ซื้อแล้วปล่อยไว้” (buy and hold) คุณต้องล็อกเงินก้อนนั้นไว้โดยไม่มีเงื่อนไขเป็นเวลา 4 ปี หรือนานกว่านั้น ในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าคุณจะต้องการเงินมากแค่ไหนก็ไม่สามารถถอนออกมาได้ ระยะเวลารอคอยผลตอบแทนก็ยาวนานมาก สำหรับคนทั่วไป การ HODL Bitcoin หมายถึงการเสียสภาพคล่องของเงินก้อนใหญ่ พร้อมกับต้นทุนโอกาส (opportunity cost) ซึ่งสิ่งเหล่านี้กดดันจิตใจคุณได้ไม่น้อย

นี่คือเหตุผลที่กลยุทธ์ HODL Bitcoin ดูเรียบง่าย แต่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ

ทำไมการ “ปล่อยไว้เฉยๆ” ถึงทำได้ยากเสมอ

ในอดีต มีคนน้อยมากที่ซื้อ Bitcoin แล้วถือไว้ได้จริงๆ นานกว่า 4 ปี พูดง่ายๆ คือ การถือ Bitcoin ไว้ยาวก็เหมือนการเทรดระยะสั้น ที่ขัดกับสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้น การจะถือไว้ได้นานมักต้องผ่านบททดสอบหลายอย่าง ดังนี้

เมื่อราคาตกถึงจุดหนึ่ง: Bitcoin มีความผันผวนสูง การขาดทุน 50% หรือแม้แต่ 80–90% จึงเป็นเรื่องปกติ ความผันผวนระดับนี้คนทั่วไปรับมือไม่ไหว และมักทนไม่ไหวจนขายทิ้งตอนราคาต่ำสุด

เมื่อราคาพุ่งถึงจุดหนึ่ง: บางครั้งการขาดทุนเรายัง “นั่งนิ่งๆ” หรือ “แกล้งตาย” ได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับถือ Bitcoin ไว้ไม่นาน เพราะขายออกเร็วเกินไปหลังจากราคาพุ่งสองถึงสามเท่า จึงพลาดโอกาสทำกำไรต่อ

เมื่อมีเหตุการณ์หรือข่าวใหญ่: บางครั้งข่าวสำคัญอาจทำให้คุณตื่นตระหนกและขาย Bitcoin ที่ถืออยู่ทันที เช่น เหตุการณ์ “94” (การปราบปรามคริปโตของจีนในปี 2017) อีกตัวอย่างคือ หากวันหนึ่ง Craig S. Wright (CSW) สามารถนำ “private key ของ genesis block” ออกมาเพื่อพิสูจน์ว่าเขาเป็น Satoshi Nakamoto จริงๆ คุณจะขายหรือยังถือต่อ? (ส่วนตัวผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน — ถ้าเกิดข่าวนี้ขึ้นจริง คงเป็นเรื่องน่าตกตะลึงมาก…)

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าตลาด: บางครั้งคุณอาจรู้สึกว่าจับจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดของตลาดได้ จึงพยายามซื้อตอนต่ำขายตอนสูง จนควบคุมตัวเองไม่อยู่และลงมือทำจริง กรณีแบบนี้พบได้น้อย เพราะหลายคนมักถูกตลาด “ตบหน้า” อย่างสาสมหลังจากลองทำแค่ไม่กี่ครั้ง

โดยรวมแล้ว ความยากของการ HODL Bitcoin อยู่ที่ “การไม่ทำอะไรเลย” นี่แหละ

ฉันควรถือ Bitcoin ไหม?

บทความนี้มีเป้าหมายเพื่อเสนอทางเลือกหนึ่งสำหรับคนทั่วไปที่กำลังคิดจะลงทุนใน Bitcoin แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคนไป HODL Bitcoin กันหมด การเลือกกลยุทธ์ลงทุนระยะยาวใน Bitcoin มีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ “ความเชื่อในคุณค่าระยะยาวของ Bitcoin” ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครตัดสินใจแทนคุณได้ คุณต้องคิดด้วยตัวเอง

เรารู้ว่า HODLer หลายคนที่เรารู้จัก ไม่ได้วัดกลยุทธ์ด้วย “ระยะเวลา” เ��ียงอย่างเดียว แต่พวกเขาอาจยึดแนวคิดง่ายๆ แค่ข้อเดียว เช่น “ถ้าราคายังไม่ถึง 100,000 ดอลลาร์ ก็จะไม่ขาย Bitcoin ที่ถืออยู่” ถ้าถามว่า “ทำไมต้อง 100,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่ 120,000 ดอลลาร์?” บ่อยครั้งพวกเขาก็อธิบายไม่ได้

แต่ถ้าอยากเข้าใจประสิทธิภาพของกลยุทธ์ HODL ให้ลึกขึ้น คุณจะทำอะไรได้บ้าง?

แม้ข้อมูลในอดีตจะแสดงว่า จนถึงตอนนี้ กลยุทธ์ “ถือไว้ 4 ปี” ยังให้ผลกำไรเสมอ แต่สิ่งที่เราอยากรู้คือ เราจะตรวจสอบได้เร็วแค่ไหนว่ากลยุทธ์นี้จะยังใช้ได้ในอนาคต?

ยกตัวอย่างกลยุทธ์ “ถือ 4 ปีแล้วขาย”:

ข้อมูลในตารางข้างต้นตรวจสอบเฉพาะกรณีที่ซื้อ Bitcoin ระหว่างปี 2013 ถึง 2016 คุณสามารถตรวจสอบสถานการณ์ในอนาคตเพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ถือ 4 ปีจะยังใช้ได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น จุดสูงสุดในอดีตเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2017 ที่ราคา 20,000 ดอลลาร์ หากตั้งเกณฑ์กำไรขั้นต่ำไว้ที่ 2 เท่า และ Bitcoin ไม่สามารถแตะ 60,000 ดอลลาร์ได้ภายในเดือนธันวาคม 2021 กลยุทธ์นี้ก็ถือว่า “ล้มเหลว”

ลองดูตัวอย่างที่ใกล้เวลาปัจจุบันมากขึ้น:

ราคาในเดือนมิถุนายน 2016 อยู่ที่ประมาณ 600 ดอลลาร์ หากในเดือนมิถุนายน 2020 ราคาต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลว

ราคาในเดือนธันวาคม 2016 อยู่ที่ประมาณ 800 ดอลลาร์ หากในเดือนธันวาคม 2020 ราคาต่ำกว่า 2,400 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลว

ราคาในเดือนมีนาคม 2017 อยู่ที่ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ หากในเดือนมีนาคม 2021 ราคาต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลว

ราคาในเดือนมิถุนายน 2017 อยู่ที่ประมาณ 2,500 ดอลลาร์ หากในเดือนมิถุนายน 2021 ราคาต่ำกว่า 7,500 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลว

ราคาในเดือนกันยายน 2017 อยู่ที่ประมาณ 3,800 ดอลลาร์ หากในเดือนกันยายน 2021 ราคาต่ำกว่า 11,400 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลว

ราคาในเดือนธันวาคม 2017 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์ หากในเดือนธันวาคม 2021 ราคาต่ำกว่า 45,000 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลว

ดูเหมือนเป้าหมายก่อนเดือนมิถุนายน 2021 จะค่อนข้างง่ายที่จะบรรลุ

ราคาจะขึ้นไปอีกจริงไหม?

จริงๆ แล้ว สำหรับคนทั่วไป การตัดสินใจว่าจะลงทุนใน Bitcoin หรือไม่ มักจบลงที่คำถามง่ายๆ ข้อเดียว นั่นคือ “Bitcoin ขึ้นมาเยอะแล้ว อนาคตจะยังพุ่งแรงได้อีกไหม?”

คำถามนี้เราให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้ แต่สามารถนำเสนอสองมุ���มองที่พบเห็นบ่อยในตลาดมาให้คุณพิจารณา:

1. ราคาคงไม่ขึ้นต่อแล้ว

การพุ่งแรงของ Bitcoin ในอดีตเกิดขึ้นเพราะมันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ตลาดในสมัยนั้นกับปัจจุบันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนนี้ตลาด Bitcoin มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก และมีเครื่องมือทางการเงินอนุพันธ์ (financial derivatives) รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedging tools) ที่พัฒนากว่ามาก ดังนั้น ข้อมูลประวัติศาสตร์ในช่วงแรกจึงมีค่าอ้างอิงค่อนข้างต่ำ

2. ราคายังคงมีโอกาสขึ้นต่อ

คนในอดีตก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน พวกเขาเห็น Bitcoin (BTC) พุ่งทะลุจุดสูงสุดมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็เลยคิดว่ามันคงไม่ขึ้นไปได้อีก แต่ BTC กลับพุ่งทะยานขึ้นไปสูงกว่าเดิมอีก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า “จุดสูงสุด” ที่คุณคิดนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นแค่เนินเล็กๆ เท่านั้น

แล้วเราจะนำกลยุทธ์การถือเหรียญยาว (HODL) ไปใช้กับเหรียญอื่นๆ ได้ไหม?

อืม… ก็ขอให้โชคดีนะครับ…