ไม่นานมานี้ หัวข้อเกี่ยวกับนมบริสุทธิ์ของแบรนด์ดังที่ตรวจพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน กลายเป็นประเด็นร้อนติดเทรนด์ทวิตเตอร์เว่ยป๋อ สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวเน็ตเป็นวงกว้าง จากการเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบอาหารครั้งที่ 4 ประจำปี 2022 ของสำนักงานกำกับดูแลตลาดเขตฉิงหยวน มณฑลเจ้อเจียง พบนมบริสุทธิ์ของบริษัทหนึ่งจำนวน 2 ล็อต มีปริมาณสาร โพรพิลีนไกลคอล (propylene glycol) สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด แม้โพรพิลีนไกลคอลจะจัดเป็นสารเติมแต่งที่มีความเป็นพิษต่ำ แต่หากบริโภคสะสมในปริมาณมากเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติได้

ข่าวนี้ทำให้ผู้บริโภคหลายคนตกใจไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ แบรนด์นมดังกล่าวเคยเป็น “สินค้าดังในโลกออนไลน์” ที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งผู้บริโภคมักชื่นชมว่านมยี่ห้อนี้ “หอมและเข้มข้นกว่านมยี่ห้ออื่น” อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าความหอมเข้มข้นนั้นเกี่ยวข้องกับการใช้สารแต่งกลิ่นรสเกินขอบเขตหรือไม่ (โพรพิลีนไกลคอลเป็นตัวทำละลายในสารแต่งกลิ่นรส) ซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบเพิ่มเติม เหตุการณ์นี้จุดประกายความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมขึ้นมาอีกครั้ง
ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นม: ปัญหาที่ยั���น่ากังวล
นมและผลิตภัณฑ์จากนมเป็นอาหารเสริมโภชนาการสูงที่สัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้น ความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมจึงเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงทางอาหารโดยรวม และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะของประชาชน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวปัญหาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นมอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณไอโอดีนเกินมาตรฐาน หรือการปนเปื้อนสารเมลาไมน์ (melamine) เหตุการณ์เหล���านี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

ที่มาภาพ: อินเทอร์เน็ต
ปัญหาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นมส่วนใหญ่มีสาเหตุจากสองจุดหลัก ประการแรกคือคุณภาพของน้ำนมดิบตั้งต้น การจัดการฟาร์มโคนมเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่การเลี้ยงดู สายพันธุ์ การป้องกันโรค อาหารสัตว์ การรีดนม ไปจนถึงการเก็บรักษาและขนส่ง ซึ่งรวมถึงคุณภาพน้ำที่วัวดื่ม สภาพแวดล้อมในฟาร์ม และสุขภาพของตัววัวเอง อย่างไรก็ตาม ฟาร์มรายย่อยจำนวนมากยังขาดมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มักพบปัญหา เช่น การตกค้างของยาปฏิชีวนะเกินมาตรฐาน อาหารสัตว์ที่ไม่ปลอดภัย และระดับเทคโนโลยีการเลี้ยงที่ยังล้าหลัง
อีกประการหนึ่งคือปัญหาในขั้นตอนการแปรรูป โรงงานผลิตบางแห่งอาจใช้สารปรุงแต่งหรือสารอื่นๆ อย่างไม่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงรสชาติและลักษณะ外观ของผลิตภัณฑ์ให้ดึงดูดผู้บริโภคมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาด้านสุขอนามัย เช่น สภาพแวดล้อมการเก็บน้ำนมดิบที่ไม่ถูกต้อง สภาพการผลิตที่ไม่สะอาด และกระบวนการฆ่าเชื้อที่ไม่สมบูรณ์ ก็ยิ่งทำให้ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นมน่าเป็นห่วงมากขึ้น
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางการจีนจึงได้推出 “แผนยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นม” โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2023 ระบบกฎหมายและมาตรฐานการกำกับดูแลจะสมบูรณ์ขึ้น ความสามารถในการตรวจสอบจะเพิ่มสูงขึ้น อัตราการแก้ไขปัญหาที่ตรวจพบจะต้องอยู่ที่ 100% และอัตราผ่านเกณฑ์จากการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์นมจะต้องคงอยู่ที่ 99% ขึ้นไป
ในสถานการณ์เช่นนี้ การสร้างระบบกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์นมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นี่คือพื้นฐานสำคัญที่บริษัทผู้ผลิตต้องมี เพื่อสร้างควา���ไว้วางใจให้กลับคืนมาจากผู้บริโภค
บล็อกเชน: เทคโนโลยีที่ทำให้ความปลอดภัยของนม “มองเห็นได้”
สำหรับผู้บริโภคแล้ว ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานและความสามารถในการติดตามย้อนหลังได้อย่างครบถ้วน คือกุญแจสำคัญสู่ความไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม ระบบติดตามย้อนหลังแบบเดิมที่ใช้ฐานข้อมูลรวมศูนย์ ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงของผู้บริโภคได้อีกต่อไป นี่คือจุดที่เทคโนโลยีการติดตามย้อนหลังแบบ กระจายศูนย์ (Decentralized) บนบล็อกเชนเข้ามามีบทบาท โดยมีศักยภาพสูงในการปฏิวัติอุตสาหกรรมนม เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้บริโภค “มองเห็น” กระบวนการและคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมได้อย่างชัดเจน แม้ในขณะที่กำลังดื่มนมรสชาติอร่อยอยู่ก็ตาม
บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ถูกดูแลร่วมกันโดย โหนด (Nodes) จำนวนมาก มีกลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism) ร่วมกัน และข้อมูลที่บันทึกแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Immutable) พร้อมด้วยการประทับเวลาที่แน่นอน โดยใช้หลักการของ การเข้ารหัส (Cryptography) เป็นพื้นฐาน VoneTracer คือแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์แบบ SaaS สำหรับติดตามย้อนหลังผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้บล็อกเชน ซึ่งสามารถติดตามวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์นมได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้ห่วงโซ่อุปทาน สนับสนุนการกำกับดูแลคุณภาพและความปลอดภัย และรับประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในต้นทุนที่ต่ำลง พร้อมแก้ไขปัญหาความไม่ไว้วางใจในอุตสาหกรรมนม

แพลตฟอร์มติดตามย้อนหลังด้วยบล็อกเชน VoneTracer
เสริมพลังการกำกับดูแล ยกระดับคุณภาพโดยรวม
ในอดีต หน่วยงานกำกับดูแลมักตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมผ่านการตรวจสอบแหล่งที่มา สูตรการผลิต และการสุ่มตัวอย่างจากตลาด อย่างไรก็ตาม ในระบบที่พึ่งพาการจัดการโดย “มนุษย์” ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีมักหาช่องโหว่เพื่อหลบเลี่ยงกฎระเบียบหรือตีความกฎหมายให้เอื้อประโยชน์ต่อตัวเอง แม้ผู้ผลิตที่ฝ่าฝืนกฎหมายหลายรายจะถูกดำเนินคดี แต่ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่รอดพ้นและยังคงสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมนมที่ควรจะพัฒนาอย่างมีสุขภาพดี
เมื่อบล็อกเชนถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมนม ข้อมูลทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การซื้อขาย ไปจนถึงการจัดจำหน่าย จะถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนอย่างสมบูรณ์ ทำให้กระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากผู้บริโภคหรือหน่วยงานตรวจสอบพบปัญหากับผลิตภัณฑ์นมใดๆ ก็สามารถใช้แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพื่อติดตามย้อนหลังได้ทันที เพื่อ ระบุจุดที่เกิดปัญหาและผู้รับผิดชอบได้อย่างรวดเร็ว พร้อมดำเนินการแก้ไข ซึ่งจะทำให้การกำกับดูแลโปร่งใสขึ้นและสามารถติดตามความรับผิดชอบได้ง่าย ส่งผลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมโดยรวมในที่สุด
ติดตามย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน สร้างความไว้วางใจที่มั่นคง
แม้กระบวนการผลิตและกระจายสินค้าของผลิตภัณฑ์นมจะซับซ้อน แต่บล็อกเชนสามารถเชื่อมโยงผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดในห่วงโซ่ได้อย่าง ต่อเนื่อง (Interconnected) และ ทำลาย “กำแพงข้อมูล” (Information Silos) ข้อมูลทุกขั้นตอนตั้งแต่แหล่งกำเนิด การผลิต ไปจนถึงการขาย ถูกบันทึกไว้บนเครือข่ายบล็อกเชน โดยอาศัยคุณสมบัติ “เปลี่ยนแปลงไม่ได้” ของบล็อกเชน เพื่อรับประกันว่าข้อมูลที่ผู้บริโภคเห็นนั้นเป็นข้อมูลจริงและน่าเชื่อถือ
ผู้บริโภคเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ด ก็สามารถเห็น “ประวัติศาสตร์ทั้งหมด” ของกล่องนมนั้นได้อย่างชัดเจน: นมมาจากฟาร์มไหน ข้อมูลของวัว วิธีก��รเก็บรักษานมดิบ กระบวนการผลิต รายงานการตรวจสอบ สถานะการขนส่ง บันทึกการซื้อขาย และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย ราวกับได้เข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยเพิ่มความไว้วางใจของผู้บริโภคและยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าได้อย่างมาก นอกจากนี้ เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณะและข้อมูลบัญชีแยกประเภท (Ledger) ถูกแชร์ร่วมกัน ผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายจึงอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากทุกภาคส่วนในระบบนิเวศอาหาร ความโปร่งใสของบล็อกเชนจึงช่วยให้แบรนด์และผู้บริโภคสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์

ที่มาภาพ: อินเทอร์เน็ต
รหัสเฉพาะตัวต่อชิ้น ป้องกันการปลอมแปลงอย่างชาญฉลาด
บล็อกเชนมอบ “บัตรประจำตัวที่ไม่ซ้ำใคร” ให้กับสินค้าแต่ละชิ้น ซึ่งไม่สามารถลอกเลียนหรือปลอมแปลงได้ เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลสำคัญสำหรับการติดตามย้อนหลัง ข้อมูลบนบล็อกเชนไม่สามารถถูกแก้ไขได้ตามใจชอบ ดังนั้น ทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการขายปลีกจึงถูกบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการรับประกันความแท้จริงของสินค้า ผู้บริโภคจึงสามารถใช้ข้อมูลติดตามย้อนหลังและหมายเลขเฉพาะตัวนี้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ
ผู้ผลิตและหน่วยงานกำกับดูแลสามารถใช้ข้อมูลย้อนกลับแหล่งที่มาบนบล็อกเชน เพื่อติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าได้อย่างแม่นยำ ผ่านตัวชี้วัดสำคัญ เช่น จำนวนครั้งที่ผู้บริโภคปลายทางสแกน QR Code และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่สินค้าไปถึง ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบสถานะการหมุนเวียนและยอดขายในตลาดได้แบบเรียลไทม์ กลไกนี้ช่วยป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากผู้ค้าที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ว่��จะเป็นการขึ้นราคาเกินเหตุ การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์โดยมิชอบ (switching) หรือการส่งสินค้าเข้าไปในเขตจัดจำหน่ายที่ไม่ได้กำหนดไว้ (diversion) พร้อมทั้ง รักษามูลค่าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ ไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์นี้บีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวและแสวงหานวัตกรรมเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ
บล็อกเชนซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น การกระจายศูนย์ (decentralization), การจัดเก็บข้อมูลแบบเข้ารหัส (encrypted storage) และความโปร่งใสของข้อมูล (information transparency) จึงเป็นเทคโนโลยีที่ได้เปรียบอย่างมากสำหรับการประยุกต์ใช้ในการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์นม คาดว่าในอนาคต ด้วยแรงสนับสนุนจากนโยบาย งบประมาณ และความต้องการของตลาด บล็อกเชนจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมนมพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
VoneTracer ในฐานะแพลตฟอร์มติดตามย้อนกลับแหล่งที่มาบนบล็อกเชน สามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการควบคุมคุณภาพการผลิตสินค้านม เพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็สามารถเข้าถึงข้อมูลแหล่งที่มาและเส้นทางการเดินทางของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์นมมีความปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
