BroadChain รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม Cointelegraph เผยแพร่รายงานว่า คณะกรรมการการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าแห่งสหรัฐอเมริกา (CFTC) ได้ประกาศแนวทางปฏิบัติโดยละเอียดสำหรับโครงการนำร่องที่อนุญาตให้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกัน โดยหน่วยงานกำกับดูแลแจ้งให้บริษัทนายหน้าซื้อขายสินค้าล่วงหน้า (FCM) ทราบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องแจ้งวันเริ่มต้นที่ยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกันอย่างเป็นทางการไปยังแผนกผู้เข้าร่วมตลาด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
หนึ่ง ข้อกำหนดด้านเงินทุน
สามารถรับเฉพาะ BTC, ETH และสเตเบิลคอยน์เป็นหลักประกันเท่านั้น โดย BTC และ ETH จะถูกคำนวณความเพียงพอของเงินทุนในอัตราร้อยละ 20 ส่วนสเตเบิลคอยน์คำนวณที่ร้อยละ 2 ทั้งนี้ FCM ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องจะสามารถรับหลักประกันเป็น BTC, ETH หรือสเตเบิลคอยน์ได้ในช่วงสามเดือนแรกเท่านั้น
สอง ภาระหน้าที่ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการรายงาน
FCM ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องต้องแจ้งเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์หรือปัญหาด้านระบบทันทีที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งต้องส่งรายงานจำนวนสินทรัพย์ดิจิทัลรวมที่ลูกค้าถือครองในบัญชีลูกค้าทุกสัปดาห์
สาม การขยายขอบเขตหลังผ่านไปสามเดือน
หลังจากระยะเวลานำร่องสามเดือน สินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ อาจถูกเพิ่มเข้าไปในรายการหลักประกันได้ ในขณะที่ข้อกำหนดบางประการในการรายงานจะสิ้นสุดลง
สี่ การจำกัดวัตถุประสงค์การใช้งาน
อนุญาตให้ฝาก Dedicated Payment Stablecoin เข้าบัญชีลูกค้าแบบแยกต่างหาก (Segregated Customer Account) เพื่อใช้เป็นส่วนของ Residual Equity เท่านั้น โดยสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ส��มารถใช้เป็นหลักประกันสำหรับ Uncleared Swap ได้ แต่อนุญาตให้ใช้ Tokenized Assets ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์เป็นทางเลือกแทนได้
ห้า ข้อกำหนดสำหรับสถาบันชำระบัญชีอนุพันธ์ (DCO)
สถาบันชำระบัญชีที่สามารถตอบสนองข้อกำหนดของ CFTC ด้านความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยงด้านตลาด และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง จะสามารถรับสินทรัพย์ดิจิทัลและสเตเบิลคอยน์เป็น Initial Margin สำหรับธุรกรรมที่ได้รับการชำระบัญชีแล้ว
